ซีรี่ส์ จุดจบประชาธิปไตย 3

686

3. จุดจบประชาธิปไตย

คุณสิริอัญญา เขียนบทความ “จีนภายใต้มติสมัชชาสมัยที่19” ว่า “ประเทศจีนหลังสมัชชาที่19 จะยังคงเป็นสังคมนิยมแบบจีน หรือที่เรียกว่าสังคมนิยมที่เห็นเอกลักษณ์ของจีนยุคใหม่ ซึ่งเป็นทฤษฎีของสีจิ้นผิง ที่ต่อยอดมาจากบทเรียนแห่งชาติของจีน

“สีจิ้นผิงได้ประกาศยืนยันในระหว่างการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่า ประเทศจีนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอารูปแบบการปกครองที่ล้มเหลวของชาติอื่นมาใช้ในการปกครองประเทศจีน เพราะระบอบสังคมนิยมแบบจีนนั้นมีความาล้ำเลิศ และได้ผ่านการพิสูจน์บนเส้นทางอันยาวนานของประเทศจีนมาแล้ว”

เท่ากับว่าจีนฉีกตำราประชาธิปไตยทิ้งแล้ว ใครจะว่าอย่างไรก็ช่าง จีนจะใช้ระบอบการปกครองแบบพรรคเดียว โดยเดินตามรอยอุดมการณ์สังคมนิยมแบบจีนๆที่พัฒนาขึ้นมาเองหลังจากที่ประธานเหมาได้เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี1949

เป็นที่น่าสังเกตุว่า อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ของจีนไม่นับถือศาสนาใด เพราะว่าเดินตามแนวทางวัตถุนิยมวิภาษวิธีของคาร์ล มาร์กซ์ที่เชื่อว่ามนุษย์สร้างพระเจ้า และศาสนาเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกดขี่มนุษย์ด้วยกัน จิตหรือวิญญาณไม่มี ทุกอย่างเป็นปรากฎการณ์ของวัตถุ ความเชื่อในเรื่องวิญญาณหรือตายแล้วเกิดใหม่เป็นความงมงาย

มาร์กซ์เชื่อว่าความเจริญของวัตถุที่มาจากปัญญาของมนุษย์เป็นสิ่งที่ทำให้สังคมมนุษย์ก้าวหน้าต่างหาก แต่ปัญหาคืิอมนุษย์กลับเอาเปรียบกันเอง โดยชนชั้นปกครอง ไม่ว่าจะเป็นพระราชา ขุนนาง และนายทุนที่ควบคุมปัจจัยในการผลิตไม่ว่าจะเป็นที่ดินหรือเงินทุน ทำให้ชนชั้นชาวนา หรือชนชั้นแรงงานถูกเอารัดเอาเปรียบ

มาร์กซ์เลยนำเสนอทฤษฎีปฏิวัติชนชั้นแรงงาน ให้โค่นล้มระบบเก่าอันจะนำไปสู่สังคมอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ที่ไม่มีชนชั้น โดยรัฐบาลของชนชั้นกรรมาชีพจะดูแลสังคมให้มีความเสมอภาคอย่างแท้จริง

จากคัมภีร์แมนีเฟสโตคอมมิวนิสต์ของมาร์กซ์นี้เอง นำไปสู่การปฏิวัติคอมมิวนิสต์รัสเซียของเลนิน และปฏิวัติคอมมิวนิสต์ประเทศต่างๆในยุโรปตะวันออก ปฏิวัติคอมมิวนิสต์ของจีนโดยเหมา เจ๋อตุง ปฏิวัติคอมมิวนิสต์คิวบาของฟิเดล คาสโตร ปฏิวัติคอมมิวนิสต์เกาหลีโดยคิม อิล ซ็อง ปฏิวัติคอมมิวนิสต์เวียดนามของโฮจิมินห์ ปฏิวัติคอมมิวนิสต์ลาว ปฏิวัติคอมมิวนิสต์กัมพูชา ฯลฯ

ประเทศไทยโชคดีมีบุญที่มีรัชกาลที่9 เพราะว่าพระองค์ทรงต่อสู้อย่างเข้มแข็ง ทรงงานด้านความมั่นคง สังคม เศรษฐกิจและการเมืองอย่างต่อเนื่องมาตลอดเพื่อที่จะรักษาประเทศจากการถูกลัทธิคอมมิวนิสต์เข้ามายึดครอง ทำให้ไทยยังคงรักษารากเหง้า และความเป็นเมืองพุทธของตัวเองเอาไว้ได้

จะเห็นได้ว่าทุกประเทศที่ผ่านการปฏิวัติคอมมิวนิสต์มีปัญหาทั้งนั้น เพราะว่าไปโค่นล้มระบบเดิมแบบถอนรากถอนโคน ทำให้ไม่มีความต่อเนื่องระหว่างอดีตกับปัจจุบัน แทนที่สังคมจะรักษาของเดิมหรือรากเหง้าที่ดีอยู่แล้ว แล้วค่อยๆวิวัฒนาการจากแรงผลักดันภายใน และปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายนอก กลับล้มของเดิมแบบถอนรกถอนโคนเพื่อรับขอใหม่ การปรับตัวจึงมีปัญหา เพราะว่ารากแก้วถูกถอนไปแล้ว ไม่รู้ว่าจะเริ่มสังคมหรือชีวิตใหม่อย่างไร และเป้าหมายข้างหน้าคืออะไร ไม่มีความชัดเจน มีแต่ความอ้างว้าง

ความจริงแล้ว สังคมหรือประเทศไม่ได้อยู่ได้ด้วยวัตถุอย่างเดียว เหมือนกับที่มาร์กซ์บอก แต่ตั้งอยู่บนรากฐานของภูมิปัญญาและวิธีปฏิบัติที่สืบทอดกันมาของคนโบราณ จารีตประเพณี ศาสนา และหลักความเชื่อที่หล่อเลี้ยงจิตใจ เมื่อส่วนที่เป็นจิตใจหายไป ความเป็นสังคมหรือประเทศก็เสื่อมลงไป

ประเทศใดก็ตามที่ทำลายรากเหง้าของตัวเอง หรือปล่อยให้คนอื่นทำลายรากเหง้าของตัวเอง ประเทศนั้นจะไม่มีความมั่นคง เพราะว่าทั้งผู้นำและประชาชนจะขาดพื้นฐานของจิตใจที่เพาะบ่มกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ จะเห็นวัตถุดีกว่าจิตใจ และจะกอบโดยวัตถุหรือความมั่งคั่งอย่างเดียว โดยที่ไม่รู้จักพอ เกิดความเหลื่อมล้ำ ทำให้มีปัญหา

ช่วงต้นศตวรรษที่20ในทางการเมืองของจีนถือว่าเป็นการลองผิดลองถูก แต่ที่รุนแรงที่สุดคือการที่จีนสูญเสียระบบจักรพรรดิที่มีมาหลายพันปี โดยซุนยัดเซนเป็นผู้นำการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ชิงในปีคศ.1911 จีนก้าวไปสู่ระบบสาธารณะรัฐในเวลาไม่นาน เกิดมีสงครามกลางเมืองต่อสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจภายในการเอง แต่ในที่สุดเหมาปฏิวัติคอมมิวนิสต์จีนสำเร็จ ชนะกองทัพของเจียงไคเช็คที่หนีไปอยู่เกาะไต้หวัน และก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนในปีคศ 1949

เหมือนกับนักปฏิวัติคนอื่นๆ เหมาพบว่าการปฏิวัติจีนยากมาก แต่จะปกครองจีนอย่างไรยากยิ่งกว่าเสียอีก

ยิ่งช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมจีนระหว่างปีคศ 1966- คศ. 1976ที่มีการเผาตำรา ทำลายลัทธิขงจื้อ และหันหลังให้ศาสนา ชนชั้นกลางและชนชั้นที่มีความรู้ถูกทำลาย ถูกย้ายให้ไปอยู่ชนบท ทำให้จีนตกต่ำทรุดลงด้านจิตใจ และสูญเสียรากเหง้าที่เป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรม ภูมิปัญญาโบราณ ขนบธรรมเนียมประเพณี และวิธีปฏิบัติที่มีมาแต่เดิม เหมาเองก็หลับหูหลับตาให้กับการปฎิวัติวัฒนธรรมที่รุนแรงดำเนินไป เพราะว่าในเบื้องลึก มันเป็นการต่อสู้กันภายในกันเองเพื่อช่วงชิงอำนาจระหว่างขั้วที่ต้องการนำเอาลัทธิทุนนิยมมาใช้ มีการคอรัปชั่น กับขั้วที่ต้องการใช้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ จึงต้องมีการกวาดล้างกัน

การปฏิวัติวัฒนธรรมจีนกลายเป็นจุดด่างพร้อยของเหมาที่ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ประวัติศาสตร์อาจจะไม่มีเมตตาต่อเหมาในยุคปฏิวัติวัฒนธรรม ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ในรุ่นต่อๆมามีปัญหาในการวางตัวเหมาในบริบทของจีนสมัยใหม่ เพราะว่าเหมามีสถานภาพเป็นบิดาของสาธารณรัฐประชาชนจีน ทำให้มีความพยายามที่จะประนีประนอมด้วยการมองว่าแม้เหมาจะมีจุดด่างพร้อยบ้าง เพราะว่าไม่ใช่ว่ามนุษย์ทุกคนจะสมบูรณ์ไปหมด แต่คุณความดีของเหมามีมากกว่าความผิดพลาด
ในเมื่อลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจจีนได้ ผู้นำจีนรุ่นต่อมาคือเติ้ง เสี่ยวผิงได้ตัดสินใจหันหลังให้เศรษฐศาสตร์แบบคอมมิวนิสต์โดยใช้ทุนนิยมทางเศรษฐกิจ มีการเปิดประเทศใหม่ในปีคศ 1979เพื่อรับเอาเงินทุนและการลงทุนจากภายนอกเพื่อพัฒนาประเทศ แต่การเมืองยังคงรักษาระบบพรรคเดียว หรือพรรคคอมมิวนิสต์อยู่ และเรียกระบอบการปกครองของตัวเองว่า จีนปกครองโดยสังคมนิยมแบบจีนๆ (Chinese style socialism)

ตั้งแต่นั้นมาจีนก้าวหน้ารวดเร็วมากทางเศรษฐกิจจนกลายเป็นเบอร์2รองจากสหรัฐอเมริกาในเวลานี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงมีวิสัยทัศน์ของการสร้างจีนใหม่ ผ่านระบอบสังคมนิยมแบบจีนๆ ผ่านความฝันของจีน Chinese Dream เพื่อให้จีนทวงความเป็นมหาอำนาจคืนจากโลกตะวันตกในศตวรรษที่21 โดยที่คนจีนจะมีความกินดีอยู่ดีพอประมาณ มีเศรษฐกิจที่รุ่งเรือง ก้าวหน้าไปพร้อมกับวิทยาการความรู้ที่ทันสมัย มีโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ อย่างไรก็ตามพื้นฐานหรือรากเหง้าของความเป็นจีนจะฟื้นอย่างไรยังไม่ชัดเจน

แต่ที่ชัดเจนที่สุด จีนไม่เอาประชาธิปไตย ใครจะทำไม ที่สำคัญไม่เอาประชาธิปไตยแต่สามารถสร้างชาติให้กลับมายิ่งใหญ่ได้ และอีกไม่นานจะแซงหน้าสหรัฐแล้ว โดยธนาคารโลกบอกว่าภายในปี2030 เศรษฐกิจจีนจะใหญ่กว่าเศรษฐกิจสหรัฐ

ทนง ขันทอง

สวัสดีนิวส์

0%
Comments
Loading...