ซีรี่ส์ จุดจบประชาธิปไตย 7

748

จุดจบของประชาธิปไตย 7

เวลาพูดถึงสิงคโปร์ หรือเกาะเล็กๆที่มีพลเมืองเพียง5ล้านกว่าคน อะไรก็ดูดีไปหมด

สิงคโปร์ได้รับการยอมรับว่ามีระบบเศรษฐกิจแบบเปิดที่เสรีมากที่สุดในโลก World Economic Forumจัดอันดับให้สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันอันดับ3ของโลกในปีนี้ สิงคโปร์เป็นประเทศที่เอื้อต่อการทำธุรกิจมากที่สุดในโลก สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางการเงินของเอเชีย สิงคโปร์อยู่อันดับที่7ของโลกสำหรับสำหรับประเทศที่มีคอรัปชั่นน้อยที่สุด สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีภาษีต่ำ(จัดเก็บภาษีคิดเป็น14%ต่อจีดีพี) เหมาะแก่การลงทุน ไปใช้ชีวิตเพื่อการทำงานหาเงิน สิงคโปร์มีรายได้ต่อหัวมากอันดับ3ของโลกในแง่ความเสมอภาคของอำนาจซื้อ

คนไทยหลายคนชอบด่าเมืองไทยว่าไม่ล้าหลังไม่เจริญ ให้ดูสิงคโปร์เป็นตัวอย่างว่าเขาไปถึงไหนแล้ว

แต่ทุกคนลืมไปว่าสิงคโปร์เป็นประเทศที่ไม่ได้เป็นโมเดลของความเป็นประชาธิปไตยเลย

สิงคโปร์เป็นตัวอย่างของความเจริญทางเศรษฐกิจและการเงินที่ไม่ได้มาจากรากฐานของประชาธิปไตย

สิงคโปร์เป็นประเทศพรรคเดียวที่มีการปกครองออกไปในแนวเผด็จการ พรรค People’s Action Partyที่ก่อตั้งโดยนายลี กวนยิวครองอำนาจในสิงคโปร์ต้องแต่ประกาศเอกราชจากมาเลย์เซียในปีคศ1965 ฝ่ายค้านแทบที่จะไม่มีพลังอะไร คนสิงคโปร์ถูกอบรมสั่้งสอนให้เชื่อมั่นในรัฐบาล เลือกตั้งทีไร พรรครัฐบาลกวาดคะแนนไปเกือบทั้่งสภา เพราะคนสิงคโปร์ไม่กล้าออกนอกลู่นอกทาง สื่อถูกรัฐบาลควบคุม การวิพากษ์วิจารณ์หรือด่าทอรัฐบาลแบบเมืองไทยไม่มีให้เห็น ในการการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายในปี2015 จากจำนวนผู้แทน 89ที่นั่ง พรรครัฐบาลPeople’s Action Partyได้83ที่นั่ง ส่วนพรรคฝ่ายค้านได้ Workers’ Party of Singapore (WP)ที่6ที่นั่ง แต่ก็ทำให้รัฐบาลเหงื่อตกเหมือนกัน

แต่มาระยะหลังบทบาทของโซเซียลมีเดีย ทำให้คนสิงคโปร์เริ่มกล้าที่จะระบายความรู้สึกในใจมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งของนายกรัฐมนตรี หลี เซียนหลุง กับน้องชายและน้องสาวที่ไม่เป็นความลับอีกต่อไป ปัญหาค่าครองชีพที่สูงขึ้น สิงคโปร์ไม่ใช่สวรรค์ของนักช็อป หรือนักกินอีกต่อไป เพราะว่าทุกอย่างแพงมาก ปัญหาการรับชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศ และปัญหาความเหลื่อมล้ำของรายได้ทำให้คนสิงคโปร์หลายคนเริ่มบ่นกันอึงคะนึง

นายลีเป็นคนเก่ง สามารถสร้างสิงคโปร์จากเมืองท่าเล็กๆที่ไม่มีอะไรให้กลายเป็นประเทศที่ทันสมัยติดอันดับโลกได้ เมื่อเป็นคนเก่ง คนสิงคโปร์รุ่นแรกๆจึงให้ความเคารพและเชื่อถือ ในแง่นี้นายลีใช้ระบบพ่อปกครองลูกเหมือนกัน ควบคู่กับการใช้กฎเหล็กในการบริหารเพื่อการสร้างชาติให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพ พอจะเข้าใจเหมือนกันว่าสิงคโปร์เป็นเกาะเล็กๆ มีสัดส่วนชาวจีนจากประชาชนทั้งหมด75% มีเพื่อนบ้านทางเหนือคือมาเลย์เซียและทางใต้คืออินโดเนเซีย ซึ่งเป็นประเทศมุสลิมทั้งคู่ ทำให้สิงคโปร์กลัวว่าจะถูกกลืนไปในที่สุด ดำเนินนโยบายก้าวพลาดเพียงก้าวเดียวอาจจะถูกมาเลย์เซียฮุบสิงคโปร์กลับคืนก็ได้

โครงสร้างทางการเมืองของสิงคโปร์ที่นายลีวางเอาไว้ รัฐเป็นตัวนำ มีพรรคPeople’s Action Party มีรัฐบาล มีระบบราชการที่แยกไม่ออกจากรัฐ ไม่เหมือนบ้านเรา ที่ราชการกับรัฐบาลทำงานขัดกันไปคนละทิศทาง สิงคโปร์มีสื่อเป็นของรัฐ มีกิจการธุรกิจใหญ่ๆและแบงก์ที่รัฐ หรือคนใหญ่คนโตของประเทศเป็นเจ้าของ ด้วยเหตุนี้สิงคโปร์จึงมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมาก การบริหารประเทศจึงเป็นไปในทิศทางเดียวกันจากรุ่นแรกคือนายลี ซึ่งเสียชีวิตไปแล้วในปี2015 ตามมาด้่วยทายาทรุ่น2คือโก๊ก จ๊กตง และทายาทรุ่นที่3 คือนายหลี เซียนหลุง ลูกชายคนโตของนายลี

สิงคโปร์เป็นประเทศใหม่ ทำให้ไม่มีอัตลักษณ์เป็นของตัวเอง สิงคโปร์ต้องการเป็นสิงคโปร์แม้ว่าประชาชนส่วนมากจะมีเชื้อสายจีน และไม่ชอบจีน เพราะว่าสิงคโปร์เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และเป็นส่วนหนึ่งของCommonWealthในเวลานี้ สิงคโปร์จึงเลือกที่จะเป็นฝรั่งมากกว่าที่จะเป็นจีน แม้ว่าตัวเองจะอยู่ในเอเชีย สิงคโปร์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการหรือภาษาแรก แต่ก็มีการใช้ภาษาจีนด้วย มีชาวมาเลย์และชาวอินเดียเป็นชนกลุ่มน้อย แต่ไม่มีมีผลอะไรมาก โมเดลของสิงคโปร์คืออังกฤษ

เนื่องจากสิงคโปร์เป็นเมืองท่าที่สำคัญต่อยุทธศาสตร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อังกฤษมองการณ์ไกล ยึดเอาสิงคโปร์เป็นเมืองขึ้น และทุกวันนี้อิทธิพลของอังกฤษยังคงฝังรากลึกในสิงคโปร์ นายลีจบกฎหมายจากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ของอังกฤษ ส่วนลูกชายนายหลีจบสาขาคณิตศาสตร์จากแคมบริดจ์เหมือนกัน อังกฤษมีส่วนสร้างให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเชีย หลังจากต้องจำใจคืนเกาะฮ่องกงให้กับจีนในปี1977 อังกฤษยึดครองเกาะฮ่องกงเป็นเวลา99ปี

สิงคโปร์มีประวัติการเกิดเป็นประเทศที่แปลกประหลาด ในปี 1959 อังกฤษให้สิทธิ์สิงคโปร์ปกครองตัวเองมากขึ้น นายลีตั้งพรรคPeople’s Action Party และได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น กลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ตอนนั้นเขาคิดว่า อยู่โดดๆสิงคโปร์คงจะไปไม่รอด ถ้าได้ไปรวมอยู่กับมาเลย์เซียจะมั่นคงกว่า ในปี1963 สิงคโปร์เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธรัฐมาเลย์เซีย แต่อยู่กันได้ไม่นาน นักการเมืองสิงคโปร์ไม่ชอบใจที่กฎหมายรัฐธรรมนูญของมาเลย์เซียให้สิทธิ์พิเศษคนเมเลย์เหนือคนเชื้อสายอื่น พวกมาเลย์ก็กลัวว่าสิงคโปร์ ซึ่งเป็นจีนเกือบจะล้วนๆอาจจะทำลายอัตลักษณ์ของมาเลย์ในอนาคต หรือไม่ก็สิงคโปร์อาจจะดูดความมั่งคั่งจากมาเลย์เซียที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ไป เพราะว่าสิงคโปร์เป็นพวกพ่อค้า สิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติอะไร นอกจากท่าเรือที่น่าเบื่อ ความตึงเครียดระหว่างทั้ง2นำไปสู่การจราจลภายในสิงคโปร์ในปี1964 ทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายคน ในเดือนสิงหาคมปี1965 รัฐสภามาเลย์เซียมีมติขับสิงคโปร์ออกจากสมาพันธรัฐ

นายลีถึงกับหลั่งน้ำตาที่สิงคโปร์ถูกขับออกจากมาเลย์เซีย เขาประกาศอิสระภาพแก่สิงคโปร์ด้วยน้ำตาที่นองหน้า แต่เขามีความมุ่งมั่นที่จะสร้างชาติสิงคโปร์ให้อยู่รอดให้ได้

นายลีทำได้จริง จากการที่สิงคโปร์เป็นท่าเรือยุทธศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิค ทำให้เรือเดินสมุทรหรือเรือขนส่งสินค้าทุกลำต้องจอดแวะท่าสิงคโปร์ทุกลำ เมื่อเอเชียมีการเจริญเติบโต สิงคโปร์ก็โตตามไปด้วย ทำให้สิงคโปร์กลายเป็นศูนย์กลางทางการค้าไปด้วย เพราะว่าสิงคโปร์ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติจึงต้องซื้อมาขายไป ฝรั่งที่มาลงทุนในเอเชียก็ลงทุนในสิงคโปร์ไปด้วย โดยสร้างสิงคโปร์ให้เป็นฮับต่างๆ

มองให้ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง ฝรั่งสร้างสิงคโปร์เพื่อคุมช่องแคบมะละกา และเพื่อใช้สิงคโปร์เป็นฐานสำหรับเข้าอาเซี่ยนที่มีข้อตกลงประชาคมร่วมทางประตูหลัง (backdoor) สิงคโปร์ไม่ได้เสียหายอะไรมากจากวิกฤติต้มยำกุ้งในปี1997 ในปีนั้นเอง อังกฤษต้องส่งมอบคืนเกาะฮ่องกงให้จีน ทำให้ฝรั่งต้องย้ายฐานทางการเงินมายังสิงคโปร์ ด้วยเหตุนี้ สิงคโปร์จึงเป็นศูนย์กลางทางการเงินของเอเชีย ในระดับโตเกียว ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้

สิงคโปร์จึงได้รับการโปรโหมทจากฝรั่งอย่างเต็มที่ว่าเป็นประเทศตัวอย่างของความเจริญ มีความสามารถในการแข่งขันสูง เป็นระบบเปิด ไม่ว่าจะเป็นการเงิน การค้า การลงทุน การทำธุรกิจที่คล่องตัว การไม่มีคอรัปชั่น บ้านเมืองสะอาด การคมนาคมที่สะดวก รวมทั้งมีระบบITที่ทันสมัย

ที่สำคัญที่สุด ถ้าใครต้องการความมั่นคงปลอดภัยในทรัพย์สินของตัวเอง ต้องเอาเงินไปฝากที่สิงคโปร์ เมื่อใครๆก็เอาเงินมาฝากที่สิงคโปร์ สิงคโปร์ก็ควบคุมระบบการเงินของภูมิภาค

ในแง่นี้สิงคโปร์ถูกฝรั่งสร้างขึ้นมาให้เหมือนกับสวิตเซอร์แลนด์ที่กลายเป็นศูนย์กลางการเงินของยุโรป ทั้งๆที่สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศเล็กประเทศหนึ่ง หลายคนมักเข้าในว่าสวิตเซอร์แลนด์เป็นแดนสวรรค์ เพราะว่าดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นกลางมาตลอดในช่วงสงครามโลก

ความจริงแล้ว สวิตเซอร์แลนด์มีขนาดเล็กอย่างนี้ แสนยานุภาพทางทหารไม่มีความหมายอะไร ไม่มีอำนาจการต่อรองอะไรเลยที่จะเป็นกลาง แต่ที่เป็นกลางเพราะว่าถูกอำนาจที่เหนือกว่าข้างนอกที่ควบคุมสวิตเซอร์แลนด์อีกต่อหนึ่งกำหนดให้เป็นกลางต่างหาก จะได้ให้คนมีความเชื่อมั่นเอาเงินไปฝากสวิตเซอร์แลนด์

สิงคโปร์ไม่ได้โตจากภายใน (organic growth) แต่โตจากแรงขับเคลื่อนภายนอก โดยฝรั่งเป็นผู้กำหนดให้สิงคโปร์เล่นบทบาทฮับของภูมิภาคอาเซีืยน

ภาพพจน์ของสิงคโปร์จึงดีมากผิดปกติของประเทศที่ไม่ได้มีพื้นฐานประชาธิปไตยที่โลกตะวันตกทำแสร้งบูชา ทุกคนทำแกล้งลืมไปว่า สิงคโปร์ไม่ได้มีประชาธิปไตยเลย แม้จะมีเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกตั้งที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้วว่า ยังไงเสียพรรครัฐบาลต้องมา

เราจึงมาถึงบทสรุปได้ว่า สิงคโปร์เจริญได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีรากฐานมาจากประชาธิปไตย แต่มาจากการบริหารจัดการมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบอบพ่อปกครองลูก โดยคนสิงคโปร์ถูกสอนให้ทำตามที่พ่อลีแนะนำ แล้วทุกอย่างจะดีเอง ถ้าไม่เชื่อฟัง จะโดนไม้เรียวหวดก้น จะได้เข็ดหลาบ

พ่อจะปกครองลูกด้วยเมตตาธรรมหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมือง มีเอาไว้อวดชาวโลกว่ามีประชาธิปไตยเลือกตั้งในคูหานะ

แต่แรงผลักดันที่ทำให้สิงคโปร์ผงาดจริงๆ คือพิมพ์เขียวที่ถูกกำหนดจากอำนาจที่เหนือกว่าจากภายนอกเพื่อให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางของอาเซี่ยนต่างหาก ทำให้เม็ดเงินไหลเข้าสิงคโปร์ มีการวางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางด้านต่างๆของภูมิภาค เพื่อที่ควบคุมอาเซี่ยนอีกต่อหนึ่ง และให้อาเซี่ยนเดินในร่องในรอย

ในเมื่อผู้นำสิงคโปร์ยอมเล่นบทนี้ สิงคโปร์ถึงได้ดี แต่มันจะดีไปตลอดรอดฝั่งหรือไม่ยังไม่มีใครทราบ เพราะว่าคนสิงคโปร์ตอนนี้บ่นว่าค่าครองชีพสูง คนรัฐบาล และคนที่อยู่ในภาคธุรกิจรวยเอาๆ แต่คนสิงคโปร์กินเงินเดือน หรือใช้แรงงานหลายคนไม่ได้รวย เกิดความเหลื่อมล้ำ ยิ่งรัฐบาลอิมพอร์ตแรงงานต่างชาติ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจ ยิ่งทำให้คนสิงคโปร์รู้สึกแปลกแยกหรือถูกทอดทิ้ง

แรงกดดันจากต่างชาติให้สิงคโปร์มีระบบการเมืองที่เปิดเหมือนระบบเศรษฐกิจหรือการเงินแทบจะไม่มีเลย ไม่เหมือนบ้านเราที่โดนแล้วโดนอีก

สิงคโปร์จะคุยโม้ว่าเก่งทุกเรื่อง แต่มีเรื่องเดียวที่สิงคโปร์พูดไม่ออก ยอมสงบปากสงบคำคือ เสรีนิยมประชาธิปไตย

ทนง ขันทอง

0%
Comments
Loading...