ซีรี่ส์ จุดจบประชาธิปไตย 8

664

จุดจบประชาธิปไตย 8

ประชาธิปไตยไม่มีในจุดเริ่ม และจุดจบในซาอุดิ อาราเบีย เพราะว่าซาอุดิมีการปกครองในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และหลักกฎหมายอิสลามที่เข้มงวดตั้งแต่แรกเริ่ม คำว่าประชาธิปไตยไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของซาอุดิ

แม้ว่าอังกฤษ ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ซาอุมากับมือ และต่อมาสหรัฐผู้ให้ความคุ้มครองความมั่นคงกับซาอุเพื่อแลกกับเปโตรดอลล่าร์จะเป็นผู้ส่งออกประชาธิปไตยทั่วโลก แต่เมื่อพูดถึงซาอุดิแล้ว กลายเป็นเรื่องที่ยกเว้นกันได้ ซาอุดิไม่จำเป็นต้องเดินหนทางของประชาธิปไตยเพราะว่าซาอุดิเป็นเครื่องมือหลักของมหาอำนาจในกลุ่มแองโกลอเมริกันในการควบคุมพลังงานน้ำมันในตะวันออกกลาง และพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ3ศาสนาหลักของโลกคือจูดาห์และคริสต์ในนครเยรูซาเลม และอิสลามในเมกกะ ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ในการดูแลของซาอุดิอาเบีย

ซาอุดิ อาราเบียกำลังเผชิญกับศึกในและศึกนอกที่หนักหน่วง หลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งมกูฎราชกุมารอย่างกระทันหัน โดยที่เจ้าชายMohammed Bin Nayefถูกปลดออกจากตำแหน่งเพื่อเปิดทางให้เจ้าชายMohammed Bin Salman พระโอรสของกษัตริย์ซัลมาน ซึ่งมีอายุเพียง32ปีขึ้นดำรงตำแหน่งมกุฎราชกุมารแทน

การกวาดล้างครั้งในราชวงศ์ซาอุไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ มิผิดกับการปราบฎาภิเษก ในขณะที่ซาอุดิล้มเหลวเกือบทุกแนวหน้าในนโยบายความมั่นคงและนโยบายต่างประเทศ ไล่ตั้งแต่ความพ่ายแพ้ในสงครามตัวแทนในซีเรีย และอิรัก อิหร่านซึ่งเป็นศัตรูคู่อาฆาตของซาอุดิได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปในซีเรียและอิรัก โดยความช่วยเหลือของรัสเซีย และจีนอีกแรงหนึ่งทำให้ซาอุดิกำลังถูกปิดล้อมทางตอนเหนือ ส่วนสงครามเยเมน ซึ่งเจ้าชายซัลมานสั่งให้กองทัพซาอุเข้าไปโจมตีในปี2015ไม่มีทีท่าจะจบลงง่ายเหมือนที่คิดเอาไว้ พวกนักรบฮุติ ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านกำลังก่อหวอดในเยเมนรอวันที่จะตีท้ายครัวซาอุดิ ถ้าหากสูญเสียเยเมนให้อิหร่าน ซาอุดิจะถูกปิดล้อมทางยุทธศาสตร์อย่างสมบูรณ์

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา พวกฮูติยิงขีปนาวุธเดินทางด้วยระยะทาง500กิโลเมตรจากเยเมนเข้าใส่กรุงริยาห์ดของซาอุดิ แม้ว่าซาอุดิจะอ้างว่าสามารถใช้ขีปนาวุธยิงสกัดขีปนาวุธของพวกฮูติได้ แต่การที่กรุงริยาห์ดโดนถล่มด้วยขีปนาวุธส่งสัญญานว่า ความมั่นคงของซาอุดิไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ซาอุดิหมั่นไส้กาต้าร์มานานที่ทำตัวเป็นอีแอบ ชอบตีหัวเข้าบ้านจึงต้องการสั่งสอน จึงแซงชั่นกาต้าร์ โดยมียูเออี บาห์เรน และอิยิปต์ให้การสนับสนุน ซาอุดิและยูเออีเตรียมแผนส่งกองทัพเข้าไปล้มผู้ปกครองของกาต้าร์ และต้องยับยั้งแผนนี้ หลังจากอิหร่าน ตุรกี และรัสเซียแสดงทีท่าสนับสนุนกาต้าร์ ทำให้พันธมิตรอาหรับที่ร่วมสนับสนุนสงครามในตะวันออกกลางต้องแตกคอกันอย่างกู่ไม่กลับ

มีหลายคนมองว่าการกวาดล้างครั้งใหญ่ในซาอุดิในขณะนี้เปรียบเหมือนหนังGame of Thrones เจ้าชายซัลมานจะประสบความสำเร็จหรือไม่ในการขึ้นครองราชย์แทนพระบิดาขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐและอังกฤษที่คอยตักตวงผลประโยชน์อย่างเต็มที่จากซาอุดิที่กำลังมีความแตกแยกกัน ไม่ว่าฝ่ายใดชนะ ก็สมประโยชน์มหาอำนาจทั้งสิ้น เพราะว่าซาอุดิอยู่โดดๆไม่ได้ ต้องมีมหาอำนาจคุ้มกะลาหัว

ต้องเข้าในว่าซาอุดิเกิดขึ้นมาเป็นประเทศจากนโยบายของจักรวรรดิอังกฤษที่ต้องการควบคุมตะวันออกกลางในเชิงยุทธศาสตร์ และการค้า ในช่วงต้นศตวรรษที่20 อังกฤษต้องการที่จะใช้ดินแดนอิสลามเพื่อที่จะเป็นรัฐกันชนสกัดไม่ให้รัสเซียสามารถขยายอิทธิพลเข้ามาในดินแดนทางบกที่เชื่อมโยงระหว่างอินเดีย และอิยิปต์ที่เป็นอาณานิคมของอังกฤษ น้ำมันเริ่มเข้ามาเป็นปัจจัยที่สำคัญ หลังจากมีการค้นพบน้ำมันในเปอร์เซียและในอิรัก อังกฤษตระหนักในตอนนั้นเลยว่า อำนาจของโลกต่อไปคือน้ำมัน อันเห็นได้จากการที่น้ำมันกลายเป็นยุทธปัจจัยในสงครามโลกครั้งที่1 (คศ 1914-1918)

ตั้งแต่ศตวรรษที่16แล้วที่อังกฤษมีนโยบายสนับสนุนอาณาจักรออตโตมัน หรือพวกมุสลิมเติร์ก เพราะว่าออตโตมันเป็นรัฐกันชนที่ดีกับรัสเซีย อังกฤษเกรงกลัวรัสเซียมาก และต้องหาทางสกัดตลอดเวลาหลายศตวรรษ แต่ในสงครามโลกครั้งที่1 ออตโตมัน ซึ่งปกครองซีเรีย อิรัก จอร์แดน ปาเลสไตน์ รวมทั้งเมดินา และเมกกะมา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของศาสนาอิสลามในอาราเบียมาเป็นเวลา400ปีไปเป็นพันธมิตรกับเยอรมัน เมื่อแพ้สงคราม อาณาจักรออตโตมันล่มสลาย ต้องสูญเสียดินแดนไปมากมาย อังกฤษและฝรั่งเศส ผู้ชนะสงครามจึงเข้ามามีบทบาทในการแบ่งเค็กในตะวันออกกลาง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่1 อังกฤษให้คำมั่นว่าจะให้เอกราช หรือการปกครองตัวเองแก่พวกอาหรับ ไม่ว่าจะเป็นอาราเบีย ซีเรีย ปาเลสไตน์ เมโสโปเตเมีย ถ้าหากร่วมมือกันสำเร็จในการรบกับออตโตมัน พวกอาหรับต้องก่อหวอดเพื่อปลดแอกจากการปกครองของพวกเติร์กอยู่แล้ว ในตอนนั้นมีผู้ปกครองของนครเมกกะ ชื่อว่าHussein bin Ali ซึ่งมีบารมีสูงทางศาสนา และได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่ เพราะว่าเขาสืบเชื้อสายมาจากพระมะหะหมัด ฮุสเซนตกลงที่จัดทัพด้วยการสนับสนุนจากอังกฤษเพื่อที่จะรบกับพวกเติร์ก ถ้าหากว่ารบชนะแล้ว ในปีคศ 1914 อังกฤษสัญญาว่าจะให้ฮุสเซนได้ปกครองดินแดนจากซีเรียไปจนถึงเยเมน รวมทั้งดินแดนที่เป็นซาอุดิอาราเบียในปัจจุบัน เพื่อสร้างรัฐอิสลามใหม่ ที่สำคัญ ฮุสเซนจะได้เป็นผู้นำในโลกอิสลาม แทนสุรต่านของออตโตมัน อังกฤษจะให้ความคุ้มครองผ่านแสนยานุภาพของกองทัพเรือที่อยู่ชายฝั่งของตะวันออกกลาง ในแง่นี้ อังกฤษกำลังสร้างอิทธิพลเหนือผู้นำจิตวิญญาณของโลกอิสลาม

ในขณะเดียวกัน อังกฤษก็เกรงกลัวว่า ถ้าหากปล่อยให้พวกอาหรับอิสลามเข้มแข็งเกินไป พวกนี้อาจจะแข็งข้อต่อต้านอิทธิพลของอังกฤษในอนาคตได้ ด้วยเหตุนี้นโยบายของอังกฤษต่อตะวันออกกลางคือการแบ่งแยกและปกครอง โดยที่อังกฤษไม่ต้องการให้มีเอกภาพในดินแดนอาราเบีย ซึ่งจะถูกแบ่งออกเป็นหลายๆนครรัฐ ภายใต้การดูแลของอังกฤษ โดยที่พวกนครรัฐเหล่านี้ต้องไม่สามารถรวมตัวกันได้ หรือกลายเป็นรัฐกันชนกับอังกฤษในภายหลัง

หลังจากที่พวกอาหรับก่อหวอดพวกเติร์กในปีคศ 1916 และอังกฤษสมารถทำสงครามเอาชนะออตโตมันได้ ฮุสเซนได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์ของพวกอาหรับ รวมทั้งอาราเบีย แต่อังกฤษต้องการให้ฮุสเซนครอบครองอาราเบียเท่านั้น ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น อังกฤษให้การสนับสนุนAbdul Aziz Ibn Saud ซึ่งมีอิทธิพลในอาราเบียตอนกลาง และกองทัพของเขาสามารถยึดริยาร์ดได้ พวกอังกฤษที่ปกครองอินเดียเกรงว่า ถ้าหากว่ามีการสนับสนุนให้ฮุสเซนขึ้นเป็นใหญ่ในโลกมุสลิมในตะวันออกกลาง ต่อไปอาจจะมีผลกระทบต่อพวกมุสลิมในอินเดีย ด้วยเหตุนี้ จึงมีคำแนะนำว่าควรให้การสนับสนุน
Ibn Saudมากกว่า เพราะว่าSaudมีทีท่าว่าต้องการได้ดินแดนอาราเบียเท่านั้น

ทนง ขันทอง

0%
Comments
Loading...