นายกฯปลื้ม‼️มูดี้ส์ปรับความน่าเชื่อถือไทยดีขึ้น

352

นายกฯปลื้ม‼️มูดี้ส์ปรับความน่าเชื่อถือไทยดีขึ้น

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เผยยินดีที่บริษัท Moody’s Investors Service ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทย จากระดับ “มีเสถียรภาพ Stable Outlook” เป็น “เชิงบวก Positive Outlook และคงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ที่ Baa1 หรือเทียบเท่า BBB+ หรือมีความสามารถในการจ่ายผลตอบแทนเพียงพอ

เหตุผลที่ Moody’s ปรับความน่าเชื่อถือของไทย มาจากความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค การลงทุนภาครัฐ และการพัฒนาทุนมนุษย์ เช่น การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขต EEC รวมทั้งไทยยังมีหนี้รัฐบาลและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ส่วนระบบการเงินนั้นอยู่ในเกณฑ์มีเสถียรภาพ

การปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของประเทศไทยเกิดจากการมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการลงทุนของภาครัฐและการพัฒนาทุนมนุษย์ที่จะยกระดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทยได้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รัฐบาลมีแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) วงเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (คิดเป็นร้อยละ 10 ของ GDP) ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยผ่านการดึงดูดและส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

การพัฒนาโครงการ EEC มีส่วนช่วยกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) สะท้อนได้จากยอดสุทธิการขอรับการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเพิ่มสูงขึ้น 2 เท่าตัวจากปี 2559 รวมถึงการที่รัฐบาลมีแผนปฏิบัติการด้านคมนาคมขนส่งเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ วงเงิน 2.76 ล้านล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 18 ของ GDP)

2. ด้านการดำเนินงานนโยบายทางการคลังและการเงินของรัฐบาลที่มีความโปร่งใสและคาดการณ์ได้ส่งผลให้หนี้รัฐบาลและอัตราเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ และระบบการเงินมีเสถียรภาพ โดย Moody’s ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่แท้จริงอยู่ในช่วงร้อยละ 3.0 – 3.5 ในปี 2562 – 2563

โดยมีความสอดคล้องกับค่ากลางอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือกลุ่ม A และ Baa ใน 2 – 3 ปีข้างหน้า ดังนั้น เศรษฐกิจที่มีความมั่นคง การลงทุนภายในประเทศและการพัฒนาทุนมนุษย์ที่มีประสิทธิภาพจะช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงช่วยลดปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจจากการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยอีกด้วย

3. ไทยมีความแข็งแกร่งทางการเงินภาคต่างประเทศ (External Finance) และภาคการคลังสาธารณะ (Public Finance) เป็นผลจากการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจมหภาคที่มีประสิทธิภาพ โดย Moody’s ประมาณการสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อ GDP อยู่ที่ร้อยละ 35 – 40 ในปี 2562 – 2563

โดยใกล้เคียงกับค่ากลางสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อ GDP ของกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือกลุ่ม A ที่ร้อยละ 37 และต่ำกว่าค่ากลางสัดส่วนหนี้ภาครัฐบาลต่อ GDP ของกลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือกลุ่ม Baa ที่ร้อยละ 52 ซึ่งการมีหนี้รัฐบาลในระดับต่ำนั้นจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการตอบสนองต่อความต้องการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

ด้านการรองรับวิกฤตเศรษฐกิจที่ไม่คาดคิด นอกจากนี้ การบริหารหนี้สาธารณะในเชิงรุกและการมีสัดส่วนหนี้สกุลเงินตราต่างประเทศในระดับต่ำจะเป็นเกราะป้องกันความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ

4. Moody’s ให้ความเห็นว่า การขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะจะส่งผลต่อความสามารถในการสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ดี รัฐบาลได้บรรจุแผนการลงทุนด้านการพัฒนาทุนมนุษย์ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 และแผนงานยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

การทำงานร่วมกับสหประชาชาติในการส่งเสริมการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม พร้อมทั้งการจัดตั้งสถาบันอาชีวศึกษา ซึ่งจะช่วยยกระดับผลิตภาพและทักษะแรงงานในระยะต่อไป

5. Moody’s คาดว่า ความเข้มแข็งทางการเงินภาคต่างประเทศจะช่วยปรับสมดุลจากการไหลเข้าออกของเงินทุน โดย Moody’s ประมาณการว่าสัดส่วนดุลบัญชีเดินสะพัดต่อ GDP ของไทยจะเกินดุลอยู่ที่ร้อยละ 3 – 5 ในปี 2562 – 2563 แม้ว่าสัดส่วนดังกล่าวจะอยู่ในระดับต่ำกว่าในปีที่ผ่านมา

เนื่องจากอุปสงค์ในตลาดโลกชะลอตัวลงและมีการเบิกจ่ายตามโครงการโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีการนำเข้าสินค้าเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนดังกล่าวยังคงอยู่สูงกว่ากลุ่มประเทศที่มีอันดับความน่าเชื่อถือกลุ่ม A และ Baa ในขณะที่การเกินดุลต่างประเทศมีส่วนช่วยสนับสนุนให้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงที่ประมาณ 215,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือร้อยละ 40 ต่อ GDP ณ เดือนมิถุนายน 2562

6. Moody’s จะติดตามสถานการณ์ทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค รวมถึงการแก้ไขปัญหาทักษะแรงงานและปัญหาสังคมผู้สูงอายุซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการปรับอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต

Comments
Loading...